ประเภทของเสียงที่ทำให้เกิดอันตรายในโรงงาน

คุณภาพชีวิตของพนักงาน
สำคัญไม่น้อยกว่าคุณภาพของสินค้า
เสียงแบบไหนที่ต้องให้ความสำคัญ
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หูตึง หูดับ

โรงงานอุตสาหกรรมฟังไว้ เสียงแบบไหนทำให้เสี่ยง “หูตึง”!!

หัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรมนอกจากเครื่องจักรแล้ว “พนักงาน” หรือบุคลากรคุมเครื่องจักร ถือได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะหากปราศจากซึ่งพวกเขาแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมก็คงขับเคลื่อนไปไม่ได้ หรือขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง เหมือนกับรถที่ไร้คนขับ อย่างไรเสียก็ไปไม่ถึงจุดหมาย

ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรคุมเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญ โดยเพราะเรื่องของเสียงรบกวนและเสียงดังที่เกิดขึ้นในโรงงานนั้น นอกจากจะมีผลต่อสภาพจิตใจแล้ว หากได้รับเสียงดังเป็นระยะเวลายาวนั้นต่อเนื่อง อาจส่งผลให้หูตึงหรือสูญเสียการได้ยินได้

เสียงดังในโรงงาน

ลักษณะของเสียงที่สามารถทำให้บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรมเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน หรือ หูตึง นั้น ได้แก่เสียงลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้

เสียงแบบไหนทำให้เสี่ยงหูตึง

1. เสียงที่มีระดับความดังตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งยิ่งได้รับเสียงดังระดับนี้ยาวนานต่อเนื่องแค่ไหน บ่อยแค่ไหน ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้เสี่ยงหูตึงได้มากขึ้นเท่านั้น

2. เสียงแหลม หรือเสียงที่มีความถี่สูง จะเป็นลักษณะของเสียงที่ทำให้เรามีโอกาสสูญเสียการได้ยินมากกว่าเสียงทุ้ม หรือเสียงที่มีความถี่ต่ำ ซึ่งก็เช่นกันคือ หากได้รับเสียงแหลมบ่อยๆ นานๆ ดังๆ ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงหูตึงได้มากขึ้น

3. เสียงปัง!! แบบฉับพลัน ในลักษณะเป็นเสียงกระแทก หรือเสียงระเบิด โดยเสียงดังลักษณะแบบนี้จะสามารถทำลายระบบประสาทการได้ยินของคนเราได้มากกว่าการได้ยินเสียงรบกวนแบบต่อเนื่อง คืออาจทำให้เกิดภาวะหูดับ และหนวกตึงได้เลยในทันที

ลักษณะของเสียงทั้ง 3 ดังกล่าว คือลักษณะของเสียงที่มีโอกาสทำให้บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือคนที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงเสี่ยงสูญเสียการได้ยินมากที่สุด ซึ่งนอกจากเรื่องของลักษณะเสียงแล้ว ยังมีตัวแปรสำคัญ อีก 2 ข้อ ที่จะทำให้ใครคนใดคนหนึ่งเสี่ยงสูญเสียการได้ยินมากขึ้น ซึ่งได้แก่

  1. ระยะเวลาในการได้ยินเสียง โดยบุคลากรที่ได้รับเสียงยาวนานกว่า หรือมีชั่วโมงการทำงานที่ต้องอยู่กับมลภาวะทางเสียงนานกว่า จะมีโอกาสเสี่ยงสูญเสียการได้ยินได้มากกว่า
  2. ความไวต่อเสียงที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเอง โดยสำหรับคนที่มีประสาทรับเสียงที่ดีกว่า จะรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญได้ง่ายกว่า ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้ามีเสียงดังเกิดขึ้น เขาก็จะตอบสนองต่อเสียงและได้รับผลกระทบที่มากกว่า และมีโอกาสเสี่ยงหูตึงได้มากกว่านั่นเอง

สังเกตอาการอย่างไร ว่ากำลังเสี่ยงภัยหูตึงจากมลภาวะทางเสียง

เพื่อเป็นแนวทางสำหรับบุคคลที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการใช้สำหรับดูแลบุคลากรของตัวเอง สามารถสังเกตอาการผิดปกติของการได้ยินได้ จากสัญญาณเตือนที่เสี่ยงว่าเราอาจหูตึงได้ ดังนี้

  1. รู้สึกยากลำบากในการได้ยินกว่าปกติ เช่นปกติคนคุยกันเข้าใจ แต่กลายเป็นฟังอยากขึ้น เข้าใจยากขึ้น
  2. มีอาการเสียงดังในหู หรือมักจะเกิดอาการหูอื้อชั่วคราว โดยเฉพาะภายหลังจากการได้ยินเสียงดัง
  3. ในระยะใกล้ๆ ที่ปกติเคยคุยกันได้ยิน ไม่สามารถพูดในระดับเสียงปกติได้ แต่ต้องพูดดังกว่าเดิม หรือถึงขั้นอาจต้องตะโกนคุยกัน
  4. มีอาการปวดหูบ่อยๆ หูอื้อ หูวิ้ง วิงเวียนศีรษะ มึนงง ในระหว่างหรือหลังจากการได้รับเสียงดังบ่อยๆ

การควบคุมดูแลระดับของเสียงภายในโรงงานอุตสาหกรรมถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการต้องจัดตรียม จัดทำ และให้ความใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บุคลากร และชุมชนใกล้เคียงไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในโรงงาน ทั้งนี้ แนวทางในการควบคุมเสียงของโรงงานอุตสาหกรรมก็สามารถทำได้หลากหลายตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาวาระบบการควบคุมเสียงด้วยวัสดุซับเสียง การสร้างฉากกั้นแหล่งกำเนินเสียงเพื่อลดระดับความดังของเสียง

การวางแผนวางแนวป้องกันบริเวณทางผ่านของเสียง หรือแม้กระทั่งการใช้อุปกรณ์ครอบหูสำหรับตัวบุคลากรที่ต้องทำงานใกล้แหล่งกำเนิดเสียงก็สามารถทำได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมไม่ควรมองข้ามโดดเด็ดขาด เพราะส่งผลต่อความมั่นคงในการดำเนินกิจการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

READ  ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงสำคัญแค่ไหน ทำไมผู้ประกอบการถึงควรเลือกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเสียง
Loading Facebook Comments ...

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ “นโยบายการใช้คุกกี้”